Pages







งานแรกเลยครับ ชวนไปดูสาวๆ ในงานมอร์เตอร์โชว์ งานนี้แนะนำว่าต้องเตรียมตัวเตรียมแรงขาไว้ให้ดี เพราะการยืนดูโคโยตี้นานๆ โคตรเมื่อยขาเลยวะ

The 30th Bangkok International Motor show
สถานที่จัดงาน ศูนย์นิทรรศการและการประชุม ไบเทค บางนา
วันพฤหัสบดีที่ 26 มีนาคม ถึง วันจันทร์ที่ 6 เมษายน 2552
วันธรรมดา (จันทร์-ศุกร์) 12.00-22.00 น.
วันหยุดนักขัตฤกษ์ / วันเสาร์ วันอาทิตย์ 11.00-22.00 น.

งานที่สองชวนไปหาความรู้กันเป็นงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครับ มาดูกันว่าปีนี้จะมีร้านไหนเอาหนังสือการ์ตูนโป้มาขายเหมือนปีที่แล้วมั่ง ใครเจอแล้วรีบโพสมาบอกกันด้วยอย่าเก็บอำใว้คนเดียว

งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 37และงานสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 7 (Bangkok International Book Fair 2009)
วันที่ 26 มีนาคม 2552 ถึง วันที่ 6 เมษายน 2552 เวลา 10.00 - 21.00 น.รวม 12 วัน
วันที่ 26 มีนาคม 2552 เปิดให้เข้าชมงานเวลา 18.00 - 21.00 น.
วันที่ 27 มีนาคม – 6 เมษายน 2552 เปิดให้เข้าชมงานเวลา 10.00 - 21.00 น.
ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ พื้นที่ประมาณ 20,000 ตารางเมตร
แพลนนารีฮอลล์, Main Foyer โซน C ชั้นบน-ล่าง และโซนพลาซา จำนวน 15,500 ตารางเมตร สำหรับกิจกรรมการจำหน่ายหนังสือและสื่อการศึกษา
ห้อง Ball room , Hall A และ Atrium จำนวน 2,700 ตารางเมตร
สำหรับจัดนิทรรศการและเวทีสำหรับกิจกรรมส่งเสริมการอ่านและแนะนำหนังสือ
ห้อง Meeting Room 1-4 จำนวน 900 ตารางเมตร งานแสดงหนังสือนานาชาติ และการอบรมสัมมนา
ห้อง Board Room 2-4 , ห้อง Lotus จำนวน 900 ตารางเมตร สำหรับจัดอบรมสัมมนาวิชาการ


งานสุดท้ายชวนไปทำบุญครับ
งานกาชาดประจำปี 2552
วันที่ 30 มีนาคม – 7 เมษายน 2552
ณ สวนอัมพร ลานพระบรมรูปทรงม้า สนามเสือป่า ถนนศรีอยุธยา และ ถนนราชดำเนินนอก
วันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 14.00 – 23.00 น.
วันเสาร์ – อาทิตย์ เวลา 10.00 – 23.00 น.
และวันสุดท้าย ของงานปิดเวลา 24.00 น.

แผนล้างหนี้เสียภาคธนาคารสหรัฐ
วอชิงตัน--24 มี.ค.--รอยเตอร์

เมื่อวานนี้ นายทิโมธี ไกธ์เนอร์ รมว.คลังสหรัฐ เปิดเผยแผนการสะสาง
สินทรัพย์ด้อยคุณภาพออกจากงบดุลบัญชีของภาคธนาคาร
ต่อไปนี้เป็นคำถาม-คำตอบที่น่าสนใจเกี่ยวกับแผนดังกล่าว:-

Q:กระทรวงการคลังสหรัฐพยายามที่จะแก้ไขปัญหาอะไร
A:ภาวะฟองสบู่แตกในตลาดที่อยู่อาศัยของสหรัฐส่งผลให้หนี้เสียในสัญญา
จำนองพุ่งสูงขึ้นมาก และทำให้หลักทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับสัญญาจำนองที่ภาคธนาคาร
ถือครองอยู่มีมูลค่าลดลงอย่างรุนแรง และกดดันงบดุลบัญชีของภาคธนาคารในช่วงนี้
ส่งผลให้ธนาคารไม่ต้องการปล่อยสินเชื่อ ซึ่งทำให้ภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอยอย่าง
รุนแรงในขณะนี้ยิ่งเลวร้ายลงไปอีก

Q:แผนของกระทรวงการคลังมีเป้าหมายอะไร
A:แผนนี้ตั้งเป้าที่จะดึงดูดนักลงทุนเอกชนให้เข้ามาช่วยกระตุ้นตลาดสำหรับ
สินทรัพย์ประเภทนี้ และทางกระทรวงการคลังก็หวังว่าบริษัทด้านการลงทุนของภาค
เอกชนจะสามารถจ่ายเงินซื้อสินทรัพย์ประเภทนี้ได้ในระดับราคาที่ธนาคารเต็มใจ
ที่จะขาย โดยที่ทางรัฐบาลจะปล่อยเงินกู้ให้แก่บริษัทเอกชนในการซื้อสินทรัพย์ดังกล่าว
และเมื่อธนาคารขายสินทรัพย์กลุ่มนี้ออกไปแล้ว ธนาคารก็จะมีความสามารถในการ
ปล่อยกู้ได้อีกครั้ง และจะสามารถดึงดูดเงินทุนจากภาคเอกชนได้ด้วย ส่งผลให้ความ
กังวลเกี่ยวกับความเสียหายในภาคธนาคารผ่อนคลายลงเป็นอย่างมาก

Q:รัฐบาลจะมีค่าใช้จ่ายมากเพียงใด
A:ในช่วงแรกนั้น กระทรวงการคลังจะใช้เม็ดเงิน 75,000-100,000
ล้านดอลลาร์ในโครงการนี้ โดยเงินก้อนนี้มาจากโครงการฟื้นฟูภาคการเงินในวงเงิน
7 แสนล้านดอลลาร์ที่สภาคองเกรสสหรัฐอนุมัติในฤดูใบไม้ร่วงปี 2008 โดยทาง
กระทรวงสามารถเพิ่มขนาดเงินทุนก้อนนี้ได้ด้วยการนำไปรวมกับเงินทุนของภาคเอกชน
และด้วยการกู้เงินจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และบรรษัทประกันเงินฝากของ
รัฐบาลกลางสหรัฐ (FDIC) โดยทางกระทรวงการคลังประเมินว่า โครงการนี้จะซื้อ
สินทรัพย์ได้ราว 500,000 ล้านดอลลาร์ และวงเงินดังกล่าวอาจเพิ่มขึ้นสู่ระดับ
1 ล้านล้านดอลลาร์ในอนาคต ขณะที่นายทิโมธี ไกธ์เนอร์ รมว.คลังสหรัฐ กล่าวว่า
เขายังไม่พร้อมที่จะตัดสินใจว่าจะขอเงินเพิ่มเติมจากทางกระทรวงการคลังหรือไม่

Q:แผนนี้มีโครงสร้างอย่างไร
A:แผนนี้ประกอบด้วยมาตรการพื้นฐาน 3 มาตรการ โดยมาตรการแรก
และเป็นมาตรการที่ใหญ่ที่สุดจะเป็นการช่วยให้นักลงทุนที่ร่วมเป็นหุ้นส่วนกับทางรัฐบาล
สามารถเข้าซื้อสินเชื่อจากธนาคารโดยได้รับเงินทุนจาก FDIC โดยนักลงทุนจะเข้า
ซื้อสินเชื่อนี้ในกระบวนการประมูลที่มีหน่วยงานควบคุมกฎระเบียบภาคธนาคารเป็นผู้ดูแล
ส่วนมาตรการที่ 2 จะเป็นการขยายขนาดโครงการปล่อยกู้หลักทรัพย์ของเฟดออกไป
เพื่ออนุญาตให้บริษัทที่ถือครองหลักทรัพย์ที่ได้รับการค้ำประกันจากสินทรัพย์ (ABS)
และหลักทรัพย์ที่ได้รับการค้ำประกันจากสัญญาจำนอง (MBS) สามารถนำหลักทรัพย์
ดังกล่าวมาใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันการกู้ยืมสำหรับเงินกู้ก้อนใหม่เพื่อนำไปลงทุน
ในตลาดประเภทนี้ ส่วนมาตรการที่ 3 จะเป็นการที่ทางกระทรวงการคลังจะว่าจ้าง
ผู้จัดการสินทรัพย์อย่างน้อย 5 รายเพื่อปล่อยกู้ในการนำมาใช้ซื้อ MBS และ ABS
ด้อยคุณภาพ โดยทางกระทรวงการคลังจะลงทุนในวงเงินที่เท่ากับการลงทุนของ
ภาคเอกชน และจะออกตราสารหนี้เพิ่มเติมเพื่อเพิ่มอำนาจซื้อให้สูงขึ้น โดยกองทุนนี้
จะแข่งขันในตลาดเปิดในการซื้อหลักทรัพย์ที่ตกทอดมา (legacy securities)

Q:การซื้อสินทรัพย์จะเริ่มต้นเมื่อใด
A:กำหนดเวลายังไม่มีความแน่นอน โดยนายไกธ์เนอร์กล่าวว่า กระทรวง
การคลัง, FDIC และเฟด กำลังทำงาน "อย่างหนักเพื่อเริ่มต้นโครงการนี้โดยเร็วที่สุด
เท่าที่จะทำได้" และโฆษกของกระทรวงการคลังกล่าวว่า การนำแผนนี้มาใช้นั้นจะไม่ใช้
เวลานานเท่ากับโครงการปล่อยกู้หลักทรัพย์ของเฟด ซึ่งใช้เวลาราว 4 เดือน โดยทาง
กระทรวงการคลังได้กำหนดเส้นตายไว้ในวันที่ 10 เม.ย.สำหรับการรับสมัครผู้จัดการ
กองทุนที่จะเข้ามาบริหารกองทุนหลักทรัพย์ตกทอดนี้ และจะประกาศรายชื่อผู้ผ่านการ
พิจารณาในวันที่ 1 พ.ค.

Q:โครงการสินเชื่อของ FDIC ดำเนินการลงทุนอย่างไร
A:ธนาคารที่ต้องการจะขายสัญญาจำนองที่อยู่อาศัยที่มีมูลค่าตราไว้ที่ 100 ล้าน
ดอลลาร์สามารถติดต่อ FDIC ซึ่งทาง FDIC จะตัดสินใจว่าต้องการจะปล่อยกู้มากเพียงใด
แก่ผู้ที่ต้องการซื้อสัญญาจำนองนี้ และหลังจากนั้นทาง FDIC
ก็จะเปิดประมูลสินเชื่อดังกล่าว
และเลือกผู้ยื่นประมูลที่ให้ราคาสูงสุดจากภาคเอกชน หลังจากนั้น ผู้ชนะการประมูลจะจัดตั้ง
กองทุนเพื่อการลงทุนซึ่งประกอบด้วยเงินทุนจากภาคเอกชนและจากกระทรวงการคลัง
และ FDIC ก็จะปล่อยกู้ ซึ่งอาจมีวงเงินสูงถึง 6 เท่าของเงินทุนจากภาครัฐ-เอกชน
ตัวอย่างเช่น ถ้าหากผู้ชนะการประมูลเสนอซื้อสัญญาจำนองในวงเงิน 84
ล้านดอลลาร์ โดยใช้สัดส่วนเงินกู้ 6-1 ทาง FDIC ก็จะค้ำประกันเงินกู้ 72 ล้าน
ดอลลาร์ ซึ่งจะส่งผลให้ทางกองทุนต้องระดมทุนของตนเองเพียง 12 ล้านดอลลาร์
ซึ่งอย่างน้อยครึ่งหนึ่งของเงินจำนวนนี้จะมาจากทางกระทรวงการคลัง ดังนั้นนักลงทุน
ภาคเอกชนจึงมีหน้าที่หาเงินเพียง 6 ล้านดอลลาร์ อย่างไรก็ดี ทางกระทรวงการคลัง
อาจตัดสินใจจ่ายเงินสมทบสูงถึง 80 % ให้กับกองทุนนี้ ซึ่งจะส่งผลให้นักลงทุนเอกชน
มีหน้าที่ระดมทุนเพียง 2.4 ล้านดอลลาร์เท่านั้น ซึ่งในกรณีหลังนี้ ภาครัฐจะต้อง
รับผิดชอบเงินราว 81.6 ล้านดอลลาร์ หรือ 97 % ของวงเงินทั้งหมดที่ใช้ในการ
ซื้อสัญญาจำนองนี้

Q:ข้อตกลงในการลงทุนในหลักทรัพย์ตกทอดนี้ทำงานอย่างไร
A:ผู้จัดการกองทุนที่ได้รับเลือกจากกระทรวงการคลังมีหน้าที่ระดมทุน
จากภาคเอกชนเพื่อนำมาใช้ในการลงทุนร่วมกับภาครัฐบาล ขณะที่ภาครัฐจะลงทุน
ในวงเงินที่เท่ากับภาคเอกชน โดยถ้าหากผู้จัดการกองทุนสามารถระดมทุนได้
อย่างน้อย 500 ล้านดอลลาร์ รัฐบาลสหรัฐก็จะจัดหาเงิน 500 ล้านดอลลาร์
เพื่อมาลงทุนเช่นกัน ส่วนทางกระทรวงการคลังจะปล่อยกู้แก่กองทุนนี้อีก 500 ล้าน
ดอลลาร์ และอาจพิจารณาปล่อยกู้เพิ่มเติมด้วย ซึ่งจะส่งผลให้ผู้จัดการกองทุนมีเม็ดเงิน
อย่างน้อย 1.5 พันล้านดอลลาร์เพื่อใช้ในการเลือกซื้อหลักทรัพย์ตกทอด ขณะที่ผู้จัดการ
กองทุนมีอำนาจเต็มที่ในการตัดสินใจลงทุน อย่างไรก็ดี เป็นที่คาดกันว่าผู้จัดการกองทุน
จะเลือกใช้กลยุทธ์การลงทุนแบบซื้อและถือครองไว้ในระยะยาวเป็นส่วนใหญ่ นอกจากนี้
กองทุนร่วมระหว่างภาครัฐ-เอกชนในโครงการนี้จะมีสิทธิขอกู้เงินเพิ่มเติมจากโครงการ
ปล่อยกู้สำหรับหลักทรัพย์ที่ได้รับการค้ำประกันจากสินทรัพย์ (TALF) ของเฟดด้วย ถ้าหาก
กองทุนดังกล่าวเข้าซื้อหลักทรัพย์ตกทอดที่มีคุณสมบัติตรงตามโครงการ TALF

Q:นักลงทุนและผู้จัดการกองทุนที่เข้าร่วมในโครงการของกระทรวงการคลัง
ในครั้งนี้ จะอยู่ภายใต้เงื่อนไขจำกัดเรื่องค่าตอบแทนสำหรับผู้บริหารเหมือนกับผู้รับเงิน
ฟื้นฟูกิจการจากทางรัฐบาลก่อนหน้านี้หรือไม่
A:ไม่ นอกจากว่านักลงทุนรายนั้นได้รับความช่วยเหลือในการฟื้นฟูกิจการ
ไปก่อนหน้านี้แล้ว โดยแผนใหม่นี้ไม่มีการกำหนดข้อจำกัดใดๆ เพราะถือว่าเป็นโครงการ
ที่เปิดกว้างสำหรับนักลงทุน และมีจุดประสงค์ที่จะกระตุ้นให้ตลาดกลับมาทำงานได้ตาม
ปรกติอีกครั้ง โดยนายไกธ์เนอร์กล่าวว่า เขาจะทำงานร่วมกับรัฐสภาสหรัฐในการ
รับประกันว่า ข้อจำกัดด้านการจ่ายค่าตอบแทนแก่ผู้บริหารจะไม่เป็นอุปสรรคขัดขวาง
ความพยายามในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ

--จบ--